วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

สื่อภาษาผูกมิตร สร้างชีวิตดีงาม

                                                               วันแห่งความสำเร็จ
          "เข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนา" กระผมได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมาโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะทำกิจการใดๆก็ตาม ในการบริหารจัดการสถานศึกษา ณ โรงเรียนอนุบาลยะรังก็เฉกเช่นเดียวกัน กระผมก็ยังใช้หลักการง่ายๆตามแนวคิดที่ว่า "คนสำราญ งานสำเร็จ" โดยให้ทุกคนและทุกฝ่ายได้หันหน้าเข้าหากัน แล้วมาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อนำสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ
          จากจุดเน้นของโรงเรียนอนุบาลยะรัง "โรงเรียนสะอาด บรรยากาศน่าอยู่ คุณครูสอนดี นักเรียนมีคุณภาพ" กระผมอาสาขอเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ ด้วยความชื่นชมในผลงาน มีความตั้งใจที่จะสานต่อสิ่งเดิม และมุ่งมั่นพร้อมที่จะสร้างเสริมสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้โรงเรียนสะอาดน่าอยู่ มองดูสวยงามมีสีสัน ร่มรื่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธ์ุ และรับประกันความปลอดภัยในทุกจุดของบริเวณโรงเรียนด้วยการสอดส่องดูแลอย่างทั่วถึง แล้วมาร่วมกันปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้นักเรียนได้มีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย อยากที่จะมาโรงเรียนทุกวัน อันส่งผลให้นักเรียนได้กลายเป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุข นี้คือจุดหมายปลายทางที่เราทุกฝ่ายต่างก็อยากจะเห็น
          นับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีในปีนี้ ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต ๒ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกรอบและทิศทางการบริหารจัดการศึกษา ระยะ ๔ ปี (พ.ศ.๒๕๕๗ - ๒๕๖๐) จึงได้จัดกิจกรรมวันแห่งความสำเร็จ ปีการศึกษา ๒๕๕๘ ขึ้น เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙ ณ โรงแรม ซี เอส ปัตตานี เพื่อเป็นการเชิดชูและยกย่องสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ด้วยการจัดพิธีมอบรางวัลโล่และเกียรติบัตรจากผลการปฏิบัติงานที่ดีเลิศอันสนองตอบตามจุดเน้นต่างๆจำนวน ๑๒ ข้อ ซึ่งโรงเรียนอนุบาลยะรังสามารถคว้ามาได้ ๔ รางวัลที่สำคัญ ดังนี้ 
                 ๑.รางวัลเกียรติบัตรคะแนนI-NETมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ (จุดเน้นข้อ ๒ เร่งรัดการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน)
                 ๒.รางวัลเกียรติบัตรและเข็มครูผู้สอนดีเด่น กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ จากคุรุสภา โดยคุณครูนิอารีฟา บินหะยีอารง (จุดเน้นข้อ ๑๐ เสริมสร้างขวัญกำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษา)
                 ๓.รางวัลโล่ชนะเลิศการประกวดห้องเรียนคุณภาพ ระดับช่วงชั้น ป.๑-๓ โดยคุณครูทัศนีย์ ดุลยคุปต์ (จุดเน้นข้อ ๑๑ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาห้องเรียนคุณภาพ)    
                 ๔.รางวัลโล่ชนะเลิศการประกวดภูมิทัศน์โรงเรียน ขนาดใหญ่ (จุดเน้นข้อ ๑๒ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาภูมิทัศน์ของโรงเรียนให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม)
           และที่สำคัญในช่วงขั้นรายการของการมอบรางวัลต่างๆ ทางโรงเรียนอนุบาลยะรัง ได้รับเกียรติให้นำชุดการแสดงพิเศษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่มีชื่อว่า รวมพลังสร้างสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีบทเพลงประกอบที่แต่งโดยคุณครูสมหมาย เจ้ยแก้ว อันเป็นชุดการแสดงที่ได้รับการชื่นชมอย่างล้นหลาม
           ทางโรงเรียนอนุบาลยะรังจึงต้องขอขอบคุณผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต ๒ พร้อมด้วยคณะทำงานฝ่ายต่างๆที่ได้ร่วมกันคิดร่วมกันตระหนักให้มีกิจกรรมที่สำคัญให้เกิดขึ้นในครั้งนี้ และต้องขอขอบคุณคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน ศิษย์เก่าและชุมชนในเขตพื้นที่บริการของสถานศึกษา ทั้งขอขอบคุณคณะครู บุคลากรทุกๆฝ่าย ตลอดจนถึงนักเรียนโรงเรียนอนุบาลยะรังทุกๆชั้น ที่ได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำ อันส่งผลทำให้โรงเรียนอนุบาลยะรังของเราประสบผลสำเร็จสามารถคว้ารางวัลต่างๆดังกล่าวมาจนได้
            คือรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ คือเบื้องหลังของการทำงาน เบื้องหลังของความสุขสำราญ  เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ และเบื้องหลังที่อยากจะบอก...
                    "ทุกตรอกซอกมุมดูดีมีคุณค่า เพราะเราร่วมรักษาดูแลทั่วถึง
               จุดบกพร่องต่างส่องมองคำนึง  จึงซาบซึ้งซึ่งทุกฝ่ายได้ช่วยกัน
                    รวมพลังตั้งใจกายอุทิศ  ผลผลิตคิดแตกต่างช่างสร้างสรรค์
               แด่ผู้เรียนพากเพียรรู้อยู่ทุกวัน  ทุกที่มีสีสันฝันเป็นจริง" 

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สื่อภาษาผูกมิตร..สร้างชีวิตดีงาม

ต้อนรับเปิดเทอม เติมเต็มเพิ่มเวลารู้

          ขอต้อนรับวันเปิดภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๘ พร้อมกับนโยบายด้านการศึกษาที่สำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศีกษาธิการ นั้นคือ"การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class More Knowledge" ซึ่งมีโรงเรียนนำร่องทั่วประเทศจำนวน ๔,๑๐๐ โรง ได้ร่วมกันดำเนินการทันทีตั้งแต่วันแรกของการเปิดภาคเรียนในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

          ในช่วงประเดิมเริ่มแรกนี้จะมุ่งเน้นกิจกรรมเสริมสร้างสมอง (Head) คุณธรรม จริยธรรม (Heart) ทักษะ (Hand) และ สุขภาพ (Health) ทุกกิจกรรมล้วนแต่ต้องการเห็นนักเรียนมีความสุข สนุกสนาน มีเวลาคิด วิเคราะห์ ฝึกทักษะ สามารถสรุปใจความ เขียนเรียงความ รู้จักการถกแถลง รู้จักการเข้าสังคม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์หลักที่นับว่าสำคัญยิ่ง อันที่จริง ได้มีการถกคุยกันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว หลักสูตรการศึกษาของเรานั้นอัดแน่นไปด้วยสาระการเรียนรู้ที่ยัดเยียดให้ผู้เรียนต้องร่ำเรียนกันหลายชั่วโมงในแต่ละวัน ซึ่งมากกว่าบรรดาประเทศต่างๆทั่วโลกก็ว่าได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน แต่ด้วยเหตุไฉน คุณภาพหรือผลผลิตที่ออกมานั้นกลับตรงกันข้าม รั้งอันดับอยู่เกือบท้ายของกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นความจริงที่เราอาจจะต้องยอมรับเพื่อจะได้ร่วมกันปรับปรุงแก้ไข เพราะเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ยังปรากฎมีให้เห็นอยู่ และถึงแม้บางคนจะอ่านออกเขียนได้ แต่ก็จะคิด วิเคราะห์ไม่เป็น

          อาจจะกล่าวว่าเป็นนโยบายที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่รัฐบาลได้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาเป็นกรณีพิเศษได้เล็งเห็นถึงความตึงเครียดของผู้เรียนที่ต้องตรากตรำจดจำเนื้อหาที่อยู่ในกรอบห้องสี่เหลี่ยมเกือบตลอดทั้งวัน แล้วมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายช่วยกันหาวิธีการนำผู้เรียนออกสู่ปฏิบัติการนอกห้องเรียน(Outdoor Activities) ด้วยกิจกรรมนันทนาการที่หลากหลาย เพื่อนักเรียนจะได้ผ่อนคลายกันบ้าง

          จึงขอขอบคุณคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนอนุบาลยะรังทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทเสียสละเวลามาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ สร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆสำเร็จได้อย่างลุล่วงในช่วงวันปิดภาคเรียนที่ผ่านมา เพราะเราต่างก็มีจุดหมายปลายทางเดียวกันครับ "นักเรียนดี เก่ง และมีสุข"

                                                   นายตอฮีรน หะยีเลาะแม...ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลยะรัง : เขียน
                                                                                บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

เคาะความคิด...บ่มเพาะลูกศิษย์

                 ตอน...หยุดมาโรงเรียนแต่ภารกิจไม่มีวันหยุด
 
      สิ้นปีการศึกษา ๒๕๕๗ กับความสำเร็จในโครงการและกิจกรรมต่างๆที่ผ่านพ้นลุล่วงไปด้วยดี  แต่.. “นักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ควรที่จะจบชั้นป,๖ ได้หรือไม่ ในเมื่อนักเรียนเขียนอะไรไม่ได้เลย ออกไปศึกษาต่อที่อื่นแล้วพวกเขาจะจดบันทึกจากการฟังคำบรรยายของครูผู้สอนได้อย่างไร” คือคำถามจากท่านผอ.อรรถสิทธิ์ รัตนแคล้ว ผอ.สพป.ปัตตานี เขต ๒ ในที่ประชุมประจำเดือนของผู้บริหารสถานศึกษาครั้งล่าสุด
       เป็นจุดเน้น..เป็นปุจฉาให้ผู้บริหารและครูที่เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันฟัง พร้อมดูข้อมูลประกอบนักเรียนในสังกัดที่กำลังจะจบป.๖ ปีนี้ ยังเขียนไม่ได้อีก ๑,๓๗๘ คน ผู้บริหารและครูอยู่กันทำอะไรถึงได้สร้างชะตากรรมให้กับนักเรียนเหล่านี้ เป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมาดี อาจจะแรงและทิ่มแทงใจในความรู้สึก แต่ลึกๆในความเป็นจริงแล้ว เราคงต้องยอมรับโดยปริยาย เป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารและครูผู้สอนทั้งหมดโดยตรง ยิ่งมีนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มากเท่าไหร่ เราทั้งหมดก็ยิ่งมีบาปกรรมติดตัวมากขึ้นเท่านั้น จึงขอฝากคุณครูทุกท่านได้ร่วมกันคิดเราจะทำอย่างไรหรือใช้วิธีการใดให้นักเรียนทุกคนหลุดพ้นไปจากวังวนแห่งความมืดมนของการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
        อย่างไรก็ดี ในปีนี้นักเรียนชั้นป.๖ ร.ร.บ้านกระเสาะ จำนวน ๒๐ คน ที่ถูกคัดเลือกทดสอบการอ่านและเขียนจากเขตพื้นที่ ผลออกมาแล้วนักเรียนอ่านได้ทุกคน จึงขอชื่นชมจากใจ บ่งบอกถึงคุณครูเราได้ดูแลเอาใจใส่ เหลือแต่นักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้อีก ๔ คนเท่านั้นที่อ่านและเขียนยังไม่ค่อยได้ และถึงแม้การเขียนของนักเรียนยังมีอีกจำนวนหลายคนที่สะกดผิด อย่างเช่น คำว่า ทายาท เขียนเป็น ทาญาติ ผิวพรรณ เขียนเป็น ผิวพันธุ์ นั่นแสดงว่านักเรียนฟังแล้วยังเข้าใจ ยังเขียนได้ เพียงแต่เขียนผิดไปเพราะรูปแบบการสะกดคำที่มีความหลากหลายในวิธีการเท่านั้น ถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป
        ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขในช่วงเวลาปิดภาคเรียน หยุดการมาทำงานที่โรงเรียนประมาณสี่สิบห้าวัน แต่ภาระหน้าที่แห่งความเป็นครูของเรานั้นไม่มีวันสิ้นสุด ในขณะที่รอคอยการเปิดภาคเรียนใหม่ ต้องเตรียมการ ต้องศึกษา ค้นคว้า เสาะแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ตลอดจนถึงการเรียนรู้เทคนิคหรือวิธีการสอนที่หลากหลาย จุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น และที่สำคัญเราจะทำอย่างไรให้นักเรียนของเราทุกคนปลอดจากการอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ อันส่งผลให้พวกเขาทั้งหลายสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต

                                                                                               บันทึกไว้ เมื่อวันเสาร์ ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เคาะความคิด...บ่มเพาะลูกศิษย์

                                                        ตอน...ร่วมกันสร้างค่านิยม
                                

          "ผมไม่ได้ตั้งใจมาก่อนว่าตัวเองจะได้มาเป็นเลขาธิการ กพฐ. แต่เมื่่อได้รับการแต่งตั้งหรือเมื่อได้มาเป็นแล้ว ผมก็จะทำงานด้วยความตั้งใจ" ถ้อยคำประโยคเกริ่นนำในช่วงต้นของดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการ กพฐ.คนปัจจุบัน วันที่ประชุมผู้บริหารการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ เมื่่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี ด้วยความที่เป็นบุคคลที่เพียบพร้อมด้วยภูมิฐาน ภูมิรู้ ภูมิธรรม และภูมิสติปัญญา ถ้อยคำวาจาในแต่ละประโยคล้วนแต่น่าสนใจและมีความหมายยิ่งนัก จึงอยากจะถักทอ สานฝัน นำนโยบายหรือแนวคิดที่เป็นหลักมาเล่าสู่กันฟังให้เราในฐานะผู้มีใบประกอบวิชาชีพครูด้วยกันได้มีส่วนร่วมในการรับรู้และถือปฏิบัติ
          หนึ่งในนโยบายหลักที่สำคัญ นั่นคือ การพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีมาตรฐานสากลและบนพื้นฐานแห่งความเป็นไทย อันเป็นที่สอดรับกับคำกล่าวสั้นๆภาษาอังกฤษ โดย ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กล่าวไว้ว่า "Think globally, act locally" ซึ่งสามารถขยายความให้เป็นภาษาไทยได้อย่างสละสลวยดังนี้ "คิด" มุ่่งไปข้างหน้า ก้าวผ่านอาเซียน เรียนรู้สู่โลกสากล "ปฏิบัติตน" ย้อนกลับมามอง สิ่งที่สอดคล้อง กับท้องถิ่นบ้านเรา จึงขอให้คุณครูทุกท่านร่วมกันตระหนัก ร่วมกันสร้างค่านิยมอันดีงามนี้ให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน ท่าน ดร.กมล รอดคล้าย ได้กล่าวย้ำไว้ว่า "การจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนใต้คงไม่จำเป็นต้องให้อยู่ในระดับ Top ten ของประเทศหรอก แต่เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนที่นี่สามารถเรียนรู้ได้ตามที่ตนหรือชุมชนต้องการและให้เป็นที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์หรือวิถีชีวิตของชุมชนที่ตนได้อาศัยอยู่"
             บทสรุป...คุณครูเท่านั้นในฐานะผู้อยู่ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุดที่จะสามารถจรรโลงสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข การยกระดับตุณภาพการศึกษาก็เฉกเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะไม่มี สพฐ. ไม่มีเขตพื้นที่ ไม่มีแม้แต่ผู้บริหารโรงเรียน แต่คุณครูก็ยังต้องจัดการเรียนการสอนต่อไป และยังสามารถที่จะปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอนโดยตรง นี่คือคำตอบสุดท้าย หัวใจอยู่ที่คุณครู เป็นคำกล่าวโดยสรุปของเลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ พร้อมกับฝากค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ที่ คสช.ได้ประกาศไว้ให้เราทุกคนได้เรียนรู้ควบคู่การปฏิบัติ
                                 บันทึกไว้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เคาะความคิด..บ่มเพาะลูกศิษย์

                                                      ตอน...เรามาทำบุญด้วยกัน
 
“เรามาทำบุญด้วยกัน” คำกล่าวสั้นๆ ซ้ำๆ ตอกย้ำหลายๆครั้งของนายชัยชาญ ช่วยโพธิ์กลาง ผอ.สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา สำนักปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ในที่อบรมครูวิทยากรต้นแบบสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดเยาวชนก่อนวัยเสี่ยงในสถานศึกษา เมื่อวันที่ 29  พ.ค.- 1 มิ.ย. 57 ณ โรงแรมเวล จ.นครปฐม เป็นการวิงวอนขอให้ผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านได้ร่วมกันตระหนักดูแลเอาใจใส่เด็กที่ยากไร้ ด้อยโอกาส ขาดความอบอุ่น และอีกสารพัดปัญหา ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะอาสาเข้ามาทำงานทางด้านนี้ เพราะเป็นงานที่ต้องเสียสละ และต้องทำด้วยใจ แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่ทำแล้วได้ผลบุญ
                เด็กที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งมักจะพบในโรงเรียนขยายโอกาสเป็นส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่ควรลืมเด็กที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น ป.5-6  ซึ่งเป็นเยาวชนก่อนวัยเสี่ยงอย่างแท้จริง  กลุ่มนี้แหละบางทีเราพึงต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะยังเปรียบเสมือนได้กับผ้าขาวอันบริสุทธิ์  หากหลุดหลงทางไปจากสิ่งที่ดีงามทั้งหลาย หรือถูกชักจูงเข้าสู่หนทางแห่งอบายมุข ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนสู่แนวทางที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เราผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นครูจึงถูกคาดหวังอย่างสูงจากบรรดาผู้ปกครองและชุมชนที่ต่างคนก็ได้มอบความไว้วางใจให้ดูแลรับผิดชอบเยี่ยงลูกของตนเอง
                อย่างไรก็ดี นายทวีพล แพเรือง ผอ.สพป.นครปฐม เขต 2 วิทยากรผู้ทรงเกียรติอีกท่านหนึ่งที่ได้พูดเสริมให้กำลังใจแก่พวกเราในฐานะครูผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กและปฏิบัติงานในโรงเรียนขายโอกาส ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ว่า “การสอนเด็กที่ไม่รู้เรื่องแล้วรู้เรื่องแสดงว่าครูเก่ง แต่ครูสาธิตสอนเด็กที่เก่งแล้วถือว่าครูไม่เก่ง” ฉันใดก็ฉันนั้น หากเราได้ร่วมกันชุบชีวิตเด็กคนๆหนึ่งที่มาจากครอบครัวที่เต็มไปด้วยปัญหา ชี้แนะแนวทางให้พวกเขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆเหล่านั้นได้ และพยายามให้เขาได้เป็นคนดีของสังคม ก็นับว่าเป็นครูที่สุดยอดเฉกเช่นเดียวกัน
                จึงขอขอบคุณคุณครูทุกท่านที่ได้ร่วมกันอบรมสั่งสอนนักเรียนในทุกระดับชั้น จัดโครงการและกิจกรรมต่างๆที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียนให้สวยงาม และขอชื่นชมเป็นพิเศษที่ได้ไปติดตามลูกศิษย์จนถึงบ้าน จะได้เข้าใจสภาพปัญหาของแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันไป อาจจะหนัก เหน็ดเหนื่อย หรือยากลำบากหน่อยสำหรับคนที่ยึดอาชีพเป็นครู แต่ทั้งหมดนี้ขอให้ทุกท่านพึงรับรู้ด้วยว่า เรากำลังทำบุญอยู่ อัลลอฮฺทรงรู้ เพียงขอให้เราได้เนียตอิคลาสไว้หรือมีความตั้งใจอย่างบริสุทธิ์ใจ
                                                บันทึกไว้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เคาะความคิด...บ่มเพาะลูกศิษย์


                                                                     ฉบับปฐมฤกษ์

                นับเวลาเกือบห้าเดือนที่อยู่โรงเรียนบ้านกระเสาะ เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เรียงร้อยถ้อยคำนำสาระสำคัญมาฝากให้เราทุกคนได้อ่านไว้เป็นข้อคิด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเราทุกคนล้วนแต่มีอุดมการณ์เดียวกัน มุ่งมั่นอยากจะเห็นนักเรียนเป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุข อันเป็นจุดมุ่งหมายหลักที่ทุกภาคส่วนในสังคมได้วาดฝันไว้
                
                ในท่ามกลางสังคมที่มีความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก แก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เชื่อเหลือเกินว่าทุกฝ่ายก็อยากจะเห็นความสันติสุขกลับคืนมาและดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างก็คาดหวังด้วยการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเท่านั้นที่จะสามารถจรรโลงสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุขได้  จึงมีการเปลี่ยนหลักสูตร ปรับนโยบายหลายต่อหลายครั้ง ภาระหนักอึ้งจึงตกอยู่ที่หัวอกคนเป็นครูอย่างเราๆ เพราะตราบใดที่ยังมีนักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดวิเคราะห์ไม่เป็น ทั้งครูและผู้บริหารนี่แหละ กลับกลายเป็นจำเลยให้กับสังคมอย่างหลีกหนีไม่พ้น

                
ขอได้โปรดอย่าไปใส่ใจมากนักกับคำกล่าวครหา หรืออาจจะคิดในเชิงบวก ถือเสียว่าเป็นการติเพื่อก่อก็แล้วกัน ท่านชลอ กองสุทธิ์ใจ ผู้ทรงคุณวุฒิ กพฐ. ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “อะไรที่เปลี่ยนใน สพฐ. หรือที่กรุงเทพฯ ช่างเถอะ แต่การเป็นครูขอให้สอนเด็ก รักเด็ก ดูแลเอาใจใส่ เพื่อให้เด็กเป็นคนดี เก่ง แกร่ง และกล้า” ฟังแล้วก็น่าคิดเพราะเราในฐานะวิศวกรสร้างสังคม คงไม่จำเป็นที่จะต้องมีการชื่นชมหรือได้รับการยกย่องจากใครๆหรอก เพียงขอให้เราทำด้วยใจและจิตวิญญาณ ทุ่มเทเสียสละให้กับลูกศิษย์อย่างจริงจัง อัลลอฮทรงโปรดปรานอยู่แล้ว สิ่งที่ดีงามก็จะตามมาเอง ขอเป็นกำลังใจแด่คุณครูทุกท่านและจงทำงานอย่างมีความสุข


                                               บันทึกไว้ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2557  
   

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มุมอง..จากห้องผู้อำนวยการ

ผอ.ขอแถลง: วารสารบาตะสัมพันธ์ ปีการศึกษา ๒๕๕๖

                การจัดทำวารสารบาตะสัมพันธ์เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สามารถส่งเสริมให้ทุกคนมีนิสัยรักการอ่าน จึงขอชื่นชมบรรดานักเขียน รวมทั้งบรรณาธิการที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำ เรียงร้อยถ้อยคำเป็นคอลัมน์ที่หลากหลาย ซึ่งได้กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ให้ทุกคนที่อ่านวารสารฉบับนี้ได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว และกิจกรรมต่างๆของโรงเรียนบ้านบาตะกูโบในรอบปีที่ผ่านมา

               จากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนล่าสุดที่มุ่งเน้นต้องการให้...นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต้องไม่มี...พร้อมกับมาตรการเร่งรัดคุณภาพอ่านรู้เรื่องและการสื่อสารได้ ขอให้คุณครูทุกท่านได้ร่วมกันตระหนัก ซึ่งไม่เจาะจงเฉพาะครูผู้สอนภาษาไทยเท่านั้นที่ต้องร่วมด้วยช่วยกันหาวิธีการเพื่อให้นักเรียนทุกคนอ่านออก เขียนได้ คิดและวิเคราะห์เป็น ถือว่าเป็นหน้าที่หลักของหัวอกคนที่เป็นครูอย่างเราๆทุกคนต้องร่วมกันดูแลเอาใจใส่

                โดยเฉพาะในโลกยุคอินเตอร์เน็ต ยุคที่เด็กๆสามารถใช้เครื่องมือในการค้นหาคำตอบด้วยตนเอง บทบาทของครูก็คงจะต้องเปลี่ยนไปด้วย แต่ที่สำคัญเราจะทำอย่างไรให้ลูกศิษย์ของเราสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ขอฝากข้อคิดนี้แด่คุณครูทุกท่าน และขอจบท้ายด้วยคำกล่าวที่ว่า “ผู้นำที่ดี..ล้วนแต่เคยเป็นนักอ่าน"